เล่าเรื่องสยองก่อนนอน ตอนที่ 5

เล่าเรื่องสยองก่อนนอน ตอนที่ 5

เรื่องนี้เป็นเรื่องของคุณวารี่ เกิดขึ้นสมัยเป็นนักศึกษาปี 4 ที่ต้องมีงานกลุ่ม ออกเดินทางไปถ่ายทำ Music Video ที่ต่างจังหวัดอะไร โดยที่กลุ่มของคุณวารี่ เลือกที่จะไปถ่ายทำกันที่วัดป่าแห่งหนึ่ง ในจังหวัดราชบุรี..

คุณวารี่เล่าว่า.. เรา และเพื่อนอีก 3 คน ออกเดินทางกันตอนหลังเลิกเรียน วันนั้นเลิก 5 โมงเย็น และทานอาหารเย็นเสร็จอีก กว่าจะได้ออกจริงๆ ก็ทุ่มกว่า ไปกันด้วยรถของบี เพื่อนกระเทยคนหนึ่งในกลุ่ม ซึ่งเป็นคนขับ และเรานั่งหน้า ส่วนเพื่อนอีก 2 คนนั่งหลัง.. ระหว่างทาง ก็แวะหาของกินไปตลอดทาง ไม่ได้รีบอะไร ที่ไปนี่ก็ไม่ได้แม่นเส้นทางกันกันเท่าไหร่ กะว่าก็จะไปถามคนแถวนั้นเอา

เราไปราชบุรีก็ประมาณ 3 ทุ่มกว่า จนถึงซอยเล็กๆ ที่มีบอกทางไปวัดที่เป็นจุดหมายของเรา ก็ขับเข้าไปเรื่อยๆ แต่เราก็รู้สึกว่ามันไกลมาก และก็มืดมากๆ 2 ข้างทางมีแต่ทุ่ง กับป่าสลับกัน จนสุดท้ายก็ไปถึงร้านขายของชำเล็กๆ พวกเราเลยจอดรถถามทาง พอดีว่ามีลุงแก่ๆ คนหนึ่งกำลังปิดร้านอยู่ บี เลยถามว่า ‘วัดไปทางไหน อีกไกลมั้ยคะ?’ ลุงแกก็เดิมมาไกล้ๆ ด้วยสีหน้าแปลกๆ และบอกว่า ‘จะไปวัดหรอ? ตรงไปเรื่อยๆ อีกพักนึง แล้วจะมีทางแยก แต่ไม่ว่าจะเจออะไร ก็ให้เลี้ยวทางขวาเท่านั้น’ พวกเราก็งงๆ และก็ออกเดินทางต่อ..

พอขับมาสักพักใหญ่ๆ ซึ่งก็ไกลพอสมควร ก็มาเจอทางแยก แต่ว่าทางด้านซ้าย มีป้ายเขียนว่าไปวัด พวกเราที่คุยกันมาตลอดทางจนลืม ก็เลยถามกันว่า ตะกี้ลุงแกบอกว่าให้เลี้ยวทางไหนนะ? บีตอบว่า ป้ายมันชี้ว่าทางซ้ายไปวัด ก็ขับตามป้ายไปก่อนดีกว่า และก็ขับมุ่งหน้าไปทางซ้าย 10426207_946601602038837_7320338655932930887_n

พอขับเข้ามาทางนี้ เส้นทางค่อนข้างแคบมาก และข้างทางด้านซ้ายเป็นบึง ทางขวาเป็นป่า เข้ามาค่อนข้างไกลมาก ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะมีบ้านคน หรือวัดเลย.. เราก็เริ่มง่วงนอน เลยว่าจะนอน โดยหันหน้าออกไปทางกระจก.. จู่ๆ เราก็เหลือบเห็นผู้หญิงใส่ชุดดำ เดินก้มหน้าอยู่ เราก็คิดในใจว่าว่าจะให้บีจอดถามทาง แต่ก็เปลี่ยนใจเพราะเข้าใจว่า ผู้หญิงคนนี้อาจจะมางานศพ คงใกล้จะถึงวัดแล้วแน่ๆ.. สักพัก เพื่อน 2 คน ท้ายรถก็ร้องกรี๊ดขึ้นมาลั่นเลย เราก็ตกใจถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เพื่อน 2 คน ก็บอกแค่ว่า ถ้าเจออะไรมาขวางทางหน้ารถ ให้ขับผ่านไปเลยนะ จนสักพัก เราก็หันหน้าไปที่กระจก ก็เห็นผู้หญิงใส่ชุดดำอีก แต่ครั้งนี้ เธอหันหน้ามองมาที่เราตลอดเวลา จนรถผ่านไป.. ตอนนั้นเราใจไม่ดีเลย แต่ก็ไม่กล้าบอกบี เพราะกลัวว่าจะเสียสมาธิขับรถ ซึ่งตั้งแต่เข้ามาทางนี้ บียังไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำ..

จนสุดท้ายพวกเราก็เห็นพระรูปหนึ่ง ยืนกวักมือเรียก ชี้ให้เลี้ยวมาจอด.. พอเราลงจากรถกัน พระท่านบอกให้ไปที่โบสถ์ทันที และก็ถามพวกเราว่า เห็นอะไรมากันบ้างล่ะ? เราก็เล่าสิ่งที่เราเห็นให้ฟัง และก็ได้รู้ว่าเพื่อนๆ เราเจอยิ่งกว่าเราทั้งนั้นเลย.. เพื่อน 2 คนที่นั่งหลังบอกว่า ตอนที่กรี๊ด นั่นเพราะหันไปที่กระจกหลัง แล้วเห็นเด็ก 2 คนเกาะกระจกหลังอยู่ ใบหน้ามีแต่เลือด.. ส่วนบีคนขับ บอกว่าไม่รู้สึกตัว ตั้งแต่ที่เห็นชายแก่นั่งจ้องหน้า อยู่ที่หน้ารถมาตลอดทาง ยังงงตัวเอง ว่าขับมาถึงได้ยังไง..

พระท่านเลยบอกว่า ‘พวกเราโชคดีมาก ปกติใครที่ขับรถผ่านเส้นทางนี้มาเวลานี้ อาตมาต้องให้ไปรับศพแทบทุกราย เพราะเส้นทางนั้น เป็นทางผีผ่าน เป็นทางที่วิญญาณที่ทำชั่วจะไปลงนรก ถ้ามีมนุษย์ผ่านมา พวกวิญญาณก็จะติดตามไป เพื่อกลับไปสู่โลก’ พวกเรานี่ขนลุกกันหมดเลย.. คืนนั้นเรานอนกันบนรถ เพราะอีกไม่นานก็เช้าแล้ว

พอรุ่งเช้า พวกเราก็ไหว้พระ ทำบุญกัน และถามหาพระรูปที่คุยกับพวกเราเมื่อคืน แต่พระรูปอื่นต่างบอกว่า ไม่เคยรู้จักพระรูปนั้นเลย และที่วัดนี้มีพระอยู่เพียง 7 รูปเท่านั้นเอง..

เล่าเรื่องสยองก่อนนอน ตอนที่ 4

เล่าเรื่องสยองก่อนนอน ตอนที่ 4
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ส่งมาจากคุณโบว์.. คุณโบว์เล่าว่า เมื่อสมัยยังเรียนมหาวิทยาลัย เราก็ถือว่าเป็นคนหนึ่งที่ดูดี แต่เราก็ยังไม่เคยมีแฟนเลย อาจจะเป็นเพราะเราช่างเลือกก็ได้ในตอนนั้น วันนึงเราไปห้องสมุดกับเพื่อนอีก 2 คน เพื่อนเราคนหนึ่ง ก็ไปอ่านเจอเรื่องของความเชื่อแปลกๆ ที่ว่า ถ้าจุดเทียน และปอกเปลือกแอปเปิ้ลหน้ากระจกตอนเที่ยงคืน จะเห็นเนื้อคู่ในกระจก โดยที่จะต้องปอกเปลือกแอปเปิ้ลไม่ให้ขาดเลยในครั้งเดียว.. ฟังแล้วทุกคนก็หัวเราะ และก็บอกให้เราลองกลับไปทำดู เผื่อจะได้รู้ว่าแฟนจะหน้าตาเป็นยังไง

11006430_932536940111970_3077523614313235359_n

ในใจเราก็ไม่ค่อยเชื่ออะไรพวกนี้อยู่แล้ว แต่คืนนั้นเราก็ลองทำเล่นๆ ดู โดยที่จุดเทียนหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง และเตรียมมีดมาปอกเปลือกแอปเปิ้ล พอนาฬิกาเป็นเวลาเที่ยงคืนเราก็เริ่มปอกเปลือก ซึ่งเราเป็นคนปอกเปลือกแอปเปิ้ลได้อยู่แล้ว มันก็เลยไม่ใช่เรื่องยาก สำหรับเรา ที่จะปอกเปลือกออกทั้งหมดไม่ให้ขาด

เมื่อเราปอกเปลือกเสร็จ เราก็เงยหน้ามองที่กระจก แต่สิ่งที่เห็นก็คือหน้าตัวเอง ไม่ได้มีอะไร ซึ่งเราก็คิดในใจว่า ก็มันเป็นแค่ความเชื่อ มันจะเป็นไปได้ยังไง แล้วเราก็เข้านอน

วันต่อมาเราตื่นขึ้นมา เพื่ออาบน้ำเตรียมตัวไปมหาวิทยาลัย ตอนอาบน้ำ เราก็สังเกตุเห็นที่ต้นแขนมีรอยเขียวช้ำ แต่ไม่เจ็บปวดอะไร ซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้เอะใจ.. และในแต่ละวันทุกเช้า เราก็จะเห็นรอยเขียวช้ำขึ้นเพิ่ม ตามต้นขา ไหล่ คอ หน้าอก.. จนกระทั่งเพื่อนทักว่าทำไมช่วงนี้เราดูหน้าโทรม เหมือนคนไม่ได้นอนเลย? เราเลยเล่าเรื่องรอยช้ำให้เพื่อนฟัง แต่ไม่ให้บอกใคร จนเพื่อนเราก็เป็นห่วง และบอกว่าจะมานอนเป็นเพื่อนด้วย

คืนนั้น หมวยเพื่อนเราก็มานอนด้วยที่บ้าน และหมวยยังแซวอยู่เลยว่ามีเทียนหน้ากระจกด้วย อย่าบอกนะว่า ปอกแอปเปิ้ล เราก็ไม่ได้ตอบอะไร.. เช้าวันรุ่งขึ้น เราตื่นขึ้นมา เราเห็นหมวยนั่งมองเรา สีหน้าไม่ค่อยดีเลย คำแรกที่หมวยพูดคือ แกต้องไปวัดเดี๋ยวนี้เลย เราก็ได้แต่งง

หมวยพาเราไปวัดใกล้ๆ มหาวิทยาลัย พร้อมกับขวัญเพื่อนอีกคน ที่หมวยโทรเรียกมา เมื่อพวกเราไปพบกับพระรูปหนึ่ง ท่านถามเราคำแรกเลยว่าไปทำอะไรมา ทำไมมีวิญญาณผู้ชายเกาะหลังมาด้วย.. เราตกใจมาก และตอนนั้นเพื่อนเราก็เล่าสิ่งที่เห็นเมื่อคืน ให้พระท่านฟังว่า.. เห็นเงาผู้ชายร่างใหญ่ กำลังทำท่าร่วมรักกับเราอยู่.. เราตกใจแทบช็อค!

ทุกวันนี้เราต้องเข้าวัดทุกอาทิตย์ เพื่อมาทำบุญให้ดวงวิญญาณ และทำพิธีสะเดาะเคราะห์ หลังจากนั้น เราก็ไม่เคยเจอเรื่องน่ากลัวแบบนั้นอีกเลย

เล่าเรื่องสยองก่อนนอน ตอนที่ 3

เล่าเรื่องสยองก่อนนอน ตอนที่ 3
เรื่องนี้ถือเป็นตำนานของเรื่องผีเมืองไทยที่หลายๆ คนอาจจะเคยได้ยินได้ฟังมาบ้างแล้ว เรื่องจริงของ คุณหนุ่ม ในคืนวันหนึ่ง ขณะที่คุณหนุ่มกำลังเดินทางกลับบ้าน หลังจากไปเที่ยวกับเพื่อนแถวๆ รัชดา ระหว่างที่ขับรถกลับ ตอนนั้นเวลาประมาณตี 2 กว่าๆ ก็พบหญิงสาว 2 คน สวมชุดดำทั้งชุดยืนโบกรถอยู่ ตัวคุณหนุ่มเอง มองกระจกหลัง ก็ไม่เห็นแท็กซี่ตามมา จึงเข้าใจว่า หญิงสาวทั้ง 2 คงโบกเรียกรถของตัว อีกทั้งเวลานั้นก็ดึกมากแล้ว แท็กซี่คงหายาก และสองสาวนั้นก็หน้าตาดีด้วย คุณหนุ่มจึงตัดสินใจจอดรับ..

คุณหนุ่มเปิดกระจก เพื่อถามสองสาวชุดดำว่าจะไปไหน สาวชุดดำคนหนึ่งบอกว่า รบกวนช่วยพาไปส่งที่วัดเสมียนนารีที คุณหนุ่มเห็นว่าเป็นทางผ่านจึงตอบตกลงไป.. เมื่อเธอทั้ง 2 ขึ้นมาบนรถ คนหนึ่งนั่งหน้า ส่วนอีกคนนั่งหลัง ระหว่างทางคุณหนุ่มรู้สึกแปลกใจว่าทำไมเธอทั้งคู่ ถึงไม่คุยกันเลย อีกทั้งหน้าตาก็ดูเศร้า แม้แต่เวลาที่ชวนคุย ก็เป็นลักษณะถามคำตอบคำ คุณหนุ่มก็คิดในใจว่า สงสัยจะมีญาติเสียอยู่ที่วัด ทำให้คุณหนุ่ม ที่ตอนแรกตั้งใจจะขอเบอร์โทรไว้ ต้องหยุดความตั้งใจนั้น

เมื่อขับผ่านถนนสายวิภาวดีมาเรื่อยๆ จนมาถึงหน้าทางเข้าวัดเสมียนนารี ขณะที่รถกำลังข้ามทางรถไฟ และเลี้ยวขวา คุณหนุ่มได้มองทางขวาชั่วประเดี๋ยวเดียว แล้วจะหันกลับมาถามว่า ทั้งคู่จะลงตรงไหน แต่ปรากฏว่าเธอทั้งคู่ หายไปแล้ว..

ระหว่างที่เลี้ยว ก็ไม่ได้มีเสียงเปิดปิดประตูแต่อย่างใด แล้วทั้งสอง ลงไปตอนไหน..? 11070632_928838343815163_7169068027591340258_n
ในช่วงเวลาที่คุณหนุ่มกำลังสับสน สายตาก็เหลือบไปมองทางด้านขวา ซึ่งเป็นรางรถไฟ ภาพที่คุณหนุ่มเห็นคือ หญิงสาวสองคนนั้น อยู่บนรางรถไฟ ร่างกายขาดครึ่ง เหลือแต่ท่อนบน และเธอทั้งสองคน กำลังคลานเข้ามาหากัน..

เหตุการณ์นี้ ทำให้คุณหนุ่มเป็นโรคหัวใจ มาจนถึงทุกวันนี้ หลายคนคิดว่า เพราะฤทธิ์สุรา ทำให้คุณหนุ่มเห็นภาพหลอน.. แต่มีคนขับแท็กซี่จำนวนมาก ที่เคยได้รับเธอไปส่งที่วัดเสมียนนารี และเจอเหตุการณ์ทำนองเดียวกัน นั่นคือ จู่ๆ ก็หายไปจากรถ

จนกระทั่ง มีผู้นำข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ข่าวสด ที่พาดหัวหน้า 1 ว่า “ตายขาดสยอง” นางสาวชุลี และ สุลี ทิพย์สุขศรี สองพี่น้องขับรถสวนรถไฟ โดยศพสาวทั้ง 2 ได้ถูกรถไฟทับขาดครึ่งสยองใกล้วัดเสมียนนารี

เล่าเรื่องสยองก่อนนอน ตอนที่ 2

เล่าเรื่องสยองก่อนนอน ตอนที่ 2

10957010_927744803924517_8189584834349217208_nเรื่องนี้เป็นเหตุการณ์เฉียดตายของคุณเอ๋ ที่เกิดขึ้นเมื่อเกือบ 6 ปีมาแล้ว แต่ยังฝังอยู่ในความทรงจำเป็นอย่างดี.. ช่วงนั้นเอ๋เรียนอยู่ ปี 2 มหาวิทยาลัย แถวนครปฐม ซึ่งแถวนั้นช่วงกลางคืนจะไม่ค่อยมีร้านค้าอะไรเท่าไหร่ เมื่ออยากจะไปกินข้าว ไปเที่ยวกับเพื่อนก็จะต้องขี่มอเตอร์ไซค์เข้าไปในเมือง

มีอยู่คืนหนึ่ง.. วันนั้นเป็นวันสอบวันสุดท้าย เอ๋กับเพื่อนสนิทชื่อโบว์ ก็เลยชวนกันไปเที่ยวกลางคืนในเมือง ทั้งคู่แต่งตัวที่ห้องของตัวเอง และลงมาเจอกันที่หน้าตึก ตอนนั้นเป็นเวลา 3 ทุ่มกว่า โบว์เป็นคนขี่มอเตอร์ไซค์โดยที่เอ๋เป็นคนซ้อนท้ายไป

เรื่องมันเกิดตอนขากลับ.. ทั้งคู่ดื่มแอลกอฮอล์ไปพอสมควร แต่ไม่ถึงกับเมา โบว์เป็นคนขี่มอเตอร์ไซค์เหมือนเดิม เมื่อเดินทางกลับมาในซอยหอ ต้องบอกก่อนว่าในซอยนี้เป็นถนนเล็กๆ เลนสวนกัน ค่อนข้างลึก และเปลี่ยวมาก สองข้างทางเป็นทุ่ง โดยที่มีไฟข้างทางไม่กี่จุดเท่านั้น เมื่อมาถึงเสาไฟต้นหนึ่งจู่ๆ โบว์ก็ร้องขึ้นมาเสียงดังน่ากลัว และหักรถเข้าชนเสาไฟอย่างแรง..

เอ๋มารู้สึกตัวอีกทีก็อยู่บนเตียงพยาบาลแล้ว ซึ่งเป็นห้องคู่ กั้นด้วยผ้าม่านไว้เท่านั้น ตอนนั้นเป็นเวลาตี 4 ได้ เอ๋เห็นสภาพตัวเองมีบาดแผลเต็มไปหมด แต่ตอนนั้นไม่รู้สึกเจ็บจริงๆ ส่วนโบว์ก็ยืนอยู่ข้างๆ เตียงของเอ๋ บอกเอ๋ว่า ขอโทษนะ ไม่น่าเป็นแบบนี้เลย และก็ร้องไห้ออกมา ก่อนจะบอกว่าด้วยเสียงสะอื้นว่าขอให้หายไวๆ และก็เดินออกจากห้องไป..

เอ๋จะเรียกโบว์ถามว่าไปไหน แต่ก็ลุกไม่ไหว จึงได้กดเรียกพยาบาล ทันใดนั้น เสียงสัญญานบอกชีพจรหยุดเต้นก็ดังขึ้นในห้อง.. พยาบาลสามคนรีบวิ่งเข้ามาในห้องพร้อมเปิดผ้าม่านออก เตียงข้างๆ คือร่างอันไร้วิญญาณของโบว์ที่หันมามองเตียงของเอ๋อยู่..

หลังจากเหตุการณ์นั้น เอ๋มารู้ว่าที่ตรงบริเวณเสาไฟนั้น มีอุบัติเหตุบ่อยครั้งมาก และมักมีคนเล่ากันว่า เมื่อผ่านเสาไฟต้นนั้น มักจะเจอเงาผู้หญิงยืนอยู่..

เล่าเรื่องสยองก่อนนอน ตอนที่ 1

เล่าเรื่องสยองก่อนนอน 1

ชาย และ อิม เพิ่งคบกัน ทั้งคู่กำลังจะเข้าปี 1 ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งย่านรังสิต ชายตัดสินใจออกจากบ้านมาเช่าหอพักติดกับมหาวิทยาลัย ทั้งที่บ้านชายก็ไม่ได้อยู่ไกลมากนัก เพื่อจะได้อยู่กับอิมที่ย้ายมาจากเชียงใหม่

ชายเป็นคนที่หวงอิมมาก แต่อิมก็ไม่เคยทำอะไรที่ไม่ดีเช่นกัน และถึงแม้จะเรียนคนละคณะกัน แต่ทุกวันหลังเลิกเรียน ทั้งคู่ก็ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันที่หอพัก.. ทุกๆ คืนอิมจะบอกรักชาย และพูดกับชายเสมอว่า อยู่ด้วยกันแบบนี้ทุกวันนะ..17493_924630820902582_4861557199463594661_n

เช้าวันหนึ่งกลางเทอม 2 ช่วงนี้ฝนตกบ่อยๆ ทำให้อิมไม่สบาย ชายออกไปซื้อยาให้อิมแต่ชายก็ไม่กลับมาอีกเลย เสียงโทรศัพท์อิมดังขึ้น เป็นเบอร์ชายโทรเข้า แต่เสียงนั้นกลับเป็นคนอื่น และบอกกับอิมว่า น้องผู้ชายคนนี้ถูกรถชนตายแล้ว.. ทุกอย่างกระทันหันมาก อิมได้แต่อึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน.. หลังจากเหตุการณ์สะเทือนใจครั้งนั้น อิมก็ได้ย้ายห้องไปอยู่ห้องอื่น

1 เดือนผ่านไป อิมเริ่มรู้สึกว่าทุกครั้งที่กลับมาอยู่คนเดียวในห้อง จะรู้สึกเหมือนมีคนเรียกชื่อ คล้ายหูแว่วตลอดเวลา จนคืนหนึ่ง อิมเปิดทีวี และเผลอหลับไป พอรู้สึกตัวกลางดึกเพราะทีวีซ่าเนื่องจากหมดผังรายการ อิมจึงลุกขึ้นมาหยิบรีโมทกดปิดทีวี จอทีวีสีดำเงาสะท้อนให้เห็นห้อง และตัวเอง และเมื่ออิมเพ่งดีๆ อิมเห็นเงาของชายที่กำลังร้องไห้ซบอยู่ที่ไหล่..

พร้อมกับเสียงพูดข้างหูเบาๆ ปนสะอื้นว่า “กว่าจะหาเจอ.. อยู่ด้วยกันแบบนี้ทุกวันนะ..”